ทัศนศิลป์

ศิลปะตะวันตก

birth-of-venus[1]


ศิลปะก่อนประวัติศาสตร์ คืองานศิลปะที่ได้เริ่มทำก่อนกันมาก่อนที่มนุษย์จะรู้จักการบันทึกเรื่องราว
ที่เรียกว่ายุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยนับตั้งแต่ ยุคหินเก่าตอนปลาย ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 30,000-10,000 ปีมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในช่วง 15,000-10,000 มานั้น มนุษย์ได้เขียนภาพสี และขูดขีดบนผนังถ้ำและเพิงผา เป็นภาพสัตว์ การล่าสัตว์และภาพลวดลายเรขาคณิต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงออกเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวัน และแสดงความสามารถในการล่าสัตว์
ภาพเหล่านี้มักระบายด้วยถ่านไม้ และสีที่ผสมกับไขมันสัตว์ พบได้ทั่วไปในประเทศฝรั่งเศสและภาคเหนือของสเปน ที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ ถ้ำลาสโกซ์ ในฝรั่งเศส ถ้ำอัลตามิรา ในสเปน งานศิลปะในยุคเก่าไม่มีเพียงแต่การเขียนภาพเท่านั้น ยังมีการปั้นรูปด้วยดินเหนียว หรือแกะสลักบนกระดูก เขาสัตว์ และงาช้าง
เรื่องราวที่นิยมทำกันได้แก่เรื่อง การล่าสัตว์ หรือบางก็มีรูปคน เป็นรูปสตรี ซึ่งอาจมีความหมายถึงการให้กำเนิดเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับชนเผ่า

1185373047

โบสถ์นี้ก็อยู่ติดกันกับ Holy-Ghost Churc1185373112

ศิลปะกรีก
งานสร้างสรรค์ที่บ่งบอกถึงความเป็นนักมนุษยนิยม อารยธรรมกรีกอุดมไปด้วยนักปรัชญา นักสุนทรียศาสตร์ นักคิด นักดนตรี วีรบุรุษของชาวกรีกไม่ใช่นักรบ แต่เป็นนักปรัชญาและศิลปินสาขาต่าง ๆ ความภาคภูมิใจของชาวกรีกโดยรวมอยู่ที่การได้ทราบข่าวถึงการสร้างโรงละคร เพื่อจะได้นำวรรณกรรมสำคัญมาจัดแสดง และนำผลงานศิลปะมาถกเถียงเกี่ยวกับแบบทางความงามร่วมกัน จนกลายเป็นสุนทรียศาสตร์

ผลงานทัศนศิลป์ที่โดดเด่นของกรีก คือ ผลงานสถาปัตยกรรมกับประติมากรรมซึงให้อิทธิพลต่อโลกตะวันตกและโลกโดยรวมมาจนถึงทุกวันนี้ สถาปัตยกรรมของกรีก เป็นวิหารที่สร้างถวายเทพและเทพีต่างๆ ใช้หินเป็นวัสดุหลัก เน้นเสาและคาน มีเสา 3 รูปแบบ คือ แบบดอริก แบบไอโอนิก และแบบโครินเธียนซึ่งแบบหลังนี้มีการแกะสลักเป็นรูปใบไม้ประดิษฐ์ มีความงาม หรูหรา และเป็นที่นิยมของพวกโรมันในสมัยต่อมา

ประติมากรรมส่วนใหญ่เป็นงานสลักหินอ่อน ชาวกรีกนิยมรูปทรงมากกว่าสีสัน มีตั้งแต่รูปสัตว์ รูปคน นักกีฬา เทพเจ้า ใช้ประดับบ้านเรือน หลุมศพ วิหารเทพเจ้า ผลงานของกรีกต่างจากอียิปต์ที่มีการเคลื่อนไหวและมีชีวิตชีวามากกว่า

ทัศนศิลป์โรมัน

งานสร้างสรรค์ที่บ่งบอกอำนาจและตอบสนองสาธารณรัฐ ทัศนศิลป์ที่โดดเด่น คือ สถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้างที่เป็นสาธารณะประโยชน์ เช่น สนามกีฬา ท่อลำเลียงน้ำ สระว่ายน้ำ ประตูชัย ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือ โครงสร้างใหญ่โต มั่นคง ส่วนรายละเอียดมีการประดับประดาอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยซึ่งแสดงถึงความเย่อหยิ่งและภูมิใจในอาณาจักรของตน ลักษณะเฉพาะทางสถาปัตยกรรมของชาวโรมันคือ การก่อสร้างหลังคารูปทรงกลม (Dome) และใช้โครงสร้างแบบวงโค้ง (Arch) ซึ่งทำให้เกิดการกระจายของน้ำหนักบนโครงสร้างทำให้สามารถก่อสร้างขนาดมหึมาได้

ด้านประติมากรรมโรมันได้รับอิทธิพลจากกรีกโดยการขนย้ายผลงานของกรีก หรือการแกะสลักคัดลอกงานสำคัญของชาวกรีกไว้จำนวนมา อย่างไรก็ตามผลงานประติมากรรมของชาวโรมันก็มีลักษณะเฉพาะตัวคือ เน้นความเหมือนจริง ที่สามารถบ่งบอกความรู้สึก อารมณ์และจิตวิญญาณของเจ้าของแบบได้ เช่น ภาพสลักจักรพรรดิและบุคคลสำคัญต่าง ๆ ของโรมัน

ทัศนศิลป์สมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยา

การรื้อฟื้นคุณค่าทางสุนทรียกรีกและโรมัน ในด้านทัศนศิลป์ศิลปินเริ่มตระหนักว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องตอบสนองความศรัทธาทางคริสต์ศาสนาเสมอไป จึงหันไปหยิบเอาเรื่องราวที่หลากหลายมาเป็นสาระการทำงาน เช่น เทพเจ้า ปัจเจกชน และธรรมชาติ แต่สำหรับรูปแบบ ศิลปินได้หันมาสู่แนวคิดศิลปะ คือ ความเหมือนจริงในสัดส่วน รูปทรงและสีสันเช่นงานของกรีกและโรมัน สำหรับศิลปินที่มีชื่อเสียงและสร้างผลงานเป็นที่ยอมรับและส่งอิทธิพล ต่อวงการทัศนศิลป์อย่างกว้างขวางมี 3 คน คือ ไมเคิล แองเจลโล เลโอนาร์โด ดา วินซี และราฟาเอล

ผลงานของไมเคิล แองเจโล มีทั้งผลงานจิตรกรรมและประติมากรรม เช่น ประติมากรรมสลักหิน ชื่อ เดวิด จิตรกรรมผนังโบสถ์ซีสติเน ส่วนดา วินซี คือ ภาพโมนาลิซา ภาพอาหารเย็นมื้อสุดท้าย ส่วนผลงานของราฟาเอล เช่น ภาพนักปราชญ์แห่งเอเธนส์ พระแม่มาดอนน่าแห่งท้องทุ่ง ฯลฯ

ทัศนศิลป์สมัยใหม่

คำว่า “ทัศนศิลป์สมัยใหม่” (Modern Art) เน้นถึงทัศนศิลป์ที่เปลี่ยนแปลงลักษณะรูปแบบศิลปะ จากอดีตที่ปรากฏและสืบต่อกันมานาน ไปสู่ลักษณะรูปแบบศิลปะที่แปลกใหม่จากเดิมด้วยเหตุผลและเงื่อนไขอันหลากหลาย โดยพิจารณาทั้งรูปแบบ เนื้อหา และเทคนิค ดังนั้นจุดเริ่มต้นของทัศนศิลป์สมัยใหม่ของตะวันตก นักวิชาการด้านทัศนศิลป์ส่วนใหญ่ได้ถือเอาทัศนศิลป์แบบอิมเพรสชันนิสม์เป็นจุดเริ่มต้น

Impressionism

เมื่อปีค.ศ.1874 จิตรกรหนุ่มกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ ได้นำภาพผลงานจิตรกรรมที่มีกลวิธีการสร้างงานหลุดออกไปจากกลวิธีและหลักทางความงามแบบดั้งเดิมที่ถือว่าความงามคือความเรียบร้อยบรรจงไปสู่ผลงานที่มีเทคนิคป้ายสีอย่างหยาบโดยไม่เกลี่ยให้กลมกลืนกัน ราวประหนึ่งว่ายังเขียนไม่เสร็จ และเนื้อหาก็ไม่ได้พันธนาการไว้กับเรื่องราวของพระคริสต์ พระเจ้า หรือบุคคลชั้นสูง การแสดงงานครั้งนั้นถูกตำหนิจากสาธารนชนว่าเป็นผลงานที่อัปลักษณ์ หยาบกระด้างและทำลายความงามของทัศนศิลป์ที่เคยมีมา อย่างไรก็ตามการแหวกขนบดั้งเดิมของลัทธิอิมเพรสชันนิสม์ดังกล่าว กลับเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้แก่วงการทัศนศิลป์ จนนักวิชาการทัศนศิลป์เห็นพ้องกันว่า “อิมเพรสชันนิสม์” คือ จุดเริ่มต้นของทัศนศิลป์สมัยใหม่

Expressionist

ก่อกำเนิดและเคลื่อนไหวในเยอรมันประเทศที่เป็นแหล่งรวมศูนย์ความก้าวหน้าด้านต่างๆของยุโรป ตั้งแต่ปี ค.ศ.1905 ศิลปินเอกซ์เพรสชันนิสม์มีเจตนารมณ์ที่จะหลีกเลี่ยงความเป็นนักธรรมชาตินิยมซึ่งเคารพธรรมชาติพวกเขามีความนิยมชมชอบในรูปทรงง่ายๆ แต่สามารถสร้างอารมณ์ด้านใดด้านหนึ่งอย่างถึงที่สุด ศิลปินกลุ่มนี้มักจะใช้ศิลปะเผยความอัปลักษณ์ของสังคม

cubism

ในขณะที่ทัศนศิลป์ช่วงระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสตวรรษที่20ต่างแข่งขันกันปลดปล่อยอารมณ์ ความรู้สึก และให้คุณค่าของผลงานสร้างสรรค์ผูกโยงไว้กับศักยภาพ ศิลปินกลุ่มคิวบิสม์กลับผูกโยกหลักสุนทรียภาพ โดยให้คุณค่าของการสร้างสรรค์อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกทัศนศิลป์คิวบิสม์จะสร้างสรรค์งานโดยคำนึงถึงเรื่องโครงสร้างของสรรพสิ่งทั้งหลายก่อนอื่นส่วนอารมณ์ความรู้สึกออกนั้นต้องกลั่นกรองกันเสียก่อน โดยเชื่อว่าสัจธรรมของสรรพสิ่งนั้น คือ โครงสร้างปริมาตรและรูปทรงหาใช่การสลัดสีให้เปรอะเปื้อนลงในภาพ

Abstract Art

ทัศนศิลป์ลัทธินามธรรม Abstract Art อยู่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20เป็นที่นิยมกันทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์แนวทางการสร้างสรรค์ตรงกับแนวคิดของนักสุนทรียศาสตร์กลุ่มนิยมรูปทรง ที่เชื่อว่าเป้าหมายในการสร้างสรรค์งานศิลปะก็คือเพื่อกระตุ้นอารมณ์สุนทรียะคือรูปทรงเท่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

Surrealism

เป็นทัศนศิลป์อีกลัทธิหนึ่งที่เกิดทึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากซิกมันด์ ฟรอย การสร้างงานทัศนศิลป์ของพวกเขามีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การแสดงออกของจิตใต้สำนึกอย่างอิสระ ปราศจากการควบคุมอารมณ์ของเหตุผลเป็นการจัดการกับความจริง กับสภาวะความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังกับสภาวะที่สัมผัสได้ในจิตใต้สำนึกที่อยู่เหนือการควบคุมของเหตุและผล

Postmodern Art

เป็นยุคของวัฒนธรรมเกิดหลังสมัยใหม่เป็นปรากฏการที่เกิดขึ้นในสังคมที่พัฒนาอุตสาหกรรมหนักจนอิ่มตัวแล้วหลักสุนทรียศาสตร์ คือ เป็นการกลับไปสู่ประสบการณ์ของมนุษย์อีกครั้ง คำว่าสไตล์ใช้ไม่ได้เพราะเป็นการรวมสไตล์ เป็นลักษณะของการสังเคราะห์ รวมลักษณะต่างๆจากหลายแหล่งวัฒนธรรมมารวมกัน แบบแผนของโพสต์โมเดอร์นประกอบด้วย 2 ลัทธิ

1 ทรานสวังการ์ด เป็นกลุ่มศิลปินอิตาเลียน ศิลปินกลุ่มนี้นำหลักศิลปะยุโรปในอดีตมาเป็นแรงบันดาลใจ
2 นีโอเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ นำโดยศิลปินอาวุโสเยอรมัน

ศิลปะตะวันออก

JirapatTatsanasomboon1 (1)

การผสมระหว่างศิลปะแบบตะวันตกกับตะวันออก แนวอนุรักษ์นิยมและสมัยใหม่ไว้ในงานชิ้นเดียวได้อย่างยอดเยี่ยมชวนมอง

ศิลปะอินเดีย

ศิลปะอินเดียมีความสำคัญมากเพราะเป็นแม่บทของศิลปะตะวันออกทั้งหมดการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันออกจำเป็นต้องเริ่มจากความเข้าใจในลักษณะวัฒนธรรม ความคิดตามแบบของอินเดียก่อน สิ่งต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ผู้ศึกษาต้องทำความเข้าใจคือ

  1. ศิลปะอินเดีย มีรากฐานที่ไม่ใช่มาจากศาสนาเดียว แต่ประมาณ 3-4 ศาสนา คือ ฮินดูพุทธ เชน และอิสลาม ศิลปะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาถ้าจะถือเป็นแบบแผนศิลปะคนละอันก็ได้ แต่ส่วนที่คล้ายกันก็มี
  2. การแบ่งวิชาการต่างๆออกเป็นศาสนาศิลปะและปรัชญานั้น Dietze Suzuki ผู้เชี่ยวชาญปรัชญาวัฒนธรรมตะวันออก กล่าวว่า การมองแบบนี้เป็นวิธีการมองแบบตะวันตกถ้าจะศึกษาให้มองแบบตะวันออกคือ
    -คำว่าศาสนา เป็นคำที่มาจากแนวคิดตะวันตกส่วนตะวันออกจะถือว่า ลัทธิ ประกอบไปด้วยศาสดา คำสอน สาวก และนอกจากนั้นลัทธิต่างๆเช่นฮินดู หรือ พุทธจะประกอบไปด้วย
    -แบบแผนและวิธีการสร้างรูปเคารพและออกแบบอาคารตะวัน ออก (ส่วนนี้ชาวตะวันตกเรียกว่า ศิลปะ) เพื่อเสริมสร้างศรัทธา ก่อให้เกิดความน่าเลื่อมใส
    -วิธีเขียนอธิบายขยายความให้คำสอนน่าอ่านพิสดารน่าศรัทธา(ส่วนนี้ชาวตะวันตกเรียกว่า ปรัชญา)
    -พิธีกรรม การปฏิบัติ การจัดให้มีเทศกาล การเฉลิมฉลองเพื่อ ให้คนเข้ามารับรู้เลื่อมใสในลัทธิ ข้อปฏิบัติตรงนี้ตรงกับคำว่า พิธี กรรมจากมุมมองนี้แม้เราจะยังใช้3ษาที่มาจากมุมมองของชาว ตะวันตกจะเห็นได้ว่าศิลปะอินเดีย ตามแบบแผนของแต่ละศาสนาจะมีข้อกำหนดต่างๆตามแนวทางของศาสนาจะมีข้อกำหนดต่างๆตามแนวทางของศาสนานั้นๆ

ศิลปะจีน

ภาพวาดตามที่ฝังศพตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นความเชื่อเรื่องการบูชาวิญญาณบรรพบุรุษพุทธศาสนานิกายมหาญาณนั้น เริ่มต้นมาจากอินเดียก็จริงแต่มางอกงามในจีน อิทธิพลสำคัญของพุทธศิลปะจากอินเดียที่ส่งผลต่อศิลปะจีน ปรากฏในรูปแบบต่างๆดังต่อไปนี้

  1. ศิลปะจากถ้ำอจันตะ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรมพุทธประวัติ ตัวอย่างศิลปะถ้ำของจีนเช่น ถ้ำตันฮวง
  2. จีนก็เริ่มสร้างเอกลักษณ์ในศิลปของตนไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่องนิทานปรัมปราแบบมหาญาณที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้า 84000 พระองค์ในสากลจักรวาล พระโพธิสัตว์ที่อยู่ในวัฎสงสาร ลักษณะเค้าหน้าของภาพพระพุทธเจ้า เทพต่างๆรวมทั้งเครื่องแต่งกายแบบจีนได้เกิดขึ้น
  3. สถาปัตยกรรมจีนที่ใช้หลังคาซ้อน (Double roof) ซึ่งหมายถึง หลังคาที่แยกส่วนที่เป็นหลังคาแท้มีหน้าจั่วแยกจากส่วนที่เป็นปีกกันสาด มณฑลยูนาน มีการสร้างสถูปที่ใกล้เคียงกับต้นแบบจากอินเดียเป็นที่น่าสังเกตว่าศาสนาพราหมณ์ ฮินดูมิได้เข้ามาในจีน แต่อิทธิพลทางอ้อมมีปรากฏอยู่ในรูปของพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ต่างๆ เช่น ท่าทรงตัว การมีหลายพระกรคล้ายพระนารายณ์

ภาพเขียนทิวทัศน์และลัทธิเต๋า

ลัทธิเต๋าก็กำเนิดในดินแดนจีนแท้ เป็นการคิด พัฒนา เป็นต้นตอภูมิปัญญาของจีน เล่าจื้อ เม่งจื้อและขงจื้อได้ถ่ายทอดแนวคิด ปรัชญา ข้อปฏิบัติทางสังคมของลัทธินี้สู่ชาวจีน เนื่องจากข้อความส่วนหนึ่งในคัมภีร์ เต๋า เต้ชิง กล่าวว่าเต่าที่แท้จริงไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดหรือมองเห็นเป็นตัวตนได้ จึงเขียนภาพทิวทัศน์ที่มีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้

  1. ภาพทิวทัศน์ของจีนไม่มีการกำหนดระดับตาและมุมมองที่แน่นอน
  2. การใช้ช่องว่างเป็นแบบเปิด สายหมอกที่เชื่อมต่อกัน ระหว่างยอดเขาและพุ่มไม้เป็นวิธีการที่จิตรกรจีนจะสื่อความคิดเรื่องเต๋าอำนาจที่แทรกอยู่ในสรรพสิ่งต่างๆ
  3. ห้ามเขียนภาพแสดงความดุร้ายของธรรมชาติ เช่นท้องฟ้ามีพายุหรือพื้นน้ำมีคลื่นศิลปะอื่นๆ เช่นการจัดสวน ภาพประกอบวรรณคดีกิจกรรมที่ถือเป็นสิ่งที่ผู้ทรงภูมิปัญญา เป็นนักปราชญ์ ทำกันมีสี่อย่างคือ จิตรกรรม การเขียนปรัชญาและบทกวี ภาพเขียนมีภาพเหตุการณ์ชีวิตประจำวัน จากประวัติศาสตร์ ภาพฮ่องเต้และขุนนาง หรือทำภาพพิมพ์บล็อกไม้เป็นภาพประกอบเรื่องในวรรณคดีก็มี ศิลปะในการออกแบบสวน ทำสระน้ำ คลองปลูกต้นไม้และทำเขาหินเทียม สร้างทุกสิ่งให้กลมกลืนกันราวกับว่า สวนนั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มิได้มีมนุษย์ออกแบบ สุนทรียในสวนจีน คือ การกำหนดทางเดินและจุดที่ผู้ชมจะมองผ่านหน้าต่างหรือและเห็นส่วนที่สวยงามของสวน จากจุดและมุมมองที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้ หลักสุนทรียศาสตร์ของจีนโบราณคือการนำก้อนหินที่มีรูปร่างแปลกประหลาดจากการถูกน้ำเซาะ หรือจากสาเหตุอื่นมาตั้งไว้บนแท่นให้คนชมกิจกรรมนี้คล้ายกับการตั้งแสดงประติมากรรมนามธรรม แต่จีนเริ่มกิจกรรมนี้ก่อนตะวันตกหลายศตวรรษ

ศิลปะญี่ปุ่น

วัฒนธรรมญี่ป่นจัดอยู่ในประเภทของวัฒนธรรมที่รับสิ่งต่างๆมาจากวัฒนธรรมอื่นวัฒนธรรมแบบนี้เรียกว่า วัฒนธรรมแสงจันทร์ (Moon Shine culture) เพราะดวงจันทร์ไม่ได้มีแสงของตัวเองจริง เอกลักษณะญี่ปุ่น คือ คนญี่ปุ่นรุ่นเก่า สอนลูกหลานว่า “ ชาวจีนเป็นครูของเรา” แต่ศิลปะญี่ปุ่นยุคต่อมาเริ่มสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นแนวคิดในเรื่องความกลมกลืนกับธรรมชาติและความเรียบง่าย ตัวอย่างในงานศิลปะ คือ

  1. พระโพธิสัตว์หน้าดุ สงครามกลางเมือง ทำให้ค่านิยมของการนิยมผู้เข้มแข็ง ภาพพจน์ของพระโพธิสัตว์ ในลักษณะที่มัดทะแมง แข็งกร้าวจึงเกิดขึ้น
  2. ทิวทัศน์ ภาพที่เขียนบนกระดาษฟางหรือผ้าไหมเป็นภูเขาในสายหมอกนับเป็นมรดกมาจากจีนแต่ข้อห้ามบางประการเช่นภาพความดุร้ายของธรรมชาติ พายุฝนและทะเลที่มีคลื่นเป็นประสบการณ์ที่ชาวญี่ปุ่นนำมาแสดงออกเพราะเป็นส่วนที่ใกล้ชิดกับชีวิตของเขา แต่คนจีนไม่กล้าทำเพราะเคารพกฎเกณฑ์โบราณจากลัทธิเต๋า
  3. ภาพพิมพ์ มีชื่อเสียงมากสามารถสร้างอิทธิพลทางศิลปะแก่ศิลปินตะวันตก โดยชาวตะวันตกถือเป็นสิ่งที่แปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  4. ศิลปะเซน ลัทธิเซนนี้มาจากจีนแต่ไปงอกงามในญี่ปุ่น สุนทรียแบบเซนอยู่ที่จิตอันแน่วแน่ของศิลปินที่จะจดแปรงแล้วเขียนอย่างเฉียบพลันทันที ตัวอย่างเช่นภาพท้อหกผล ของหลวงจีนมองกี่(มูชิ) เอกลักษณ์ขององค์ประกอบศิลปะในศิลปะเซ็นต่างจากของตะวันตกมาก เพราะเป็นสมดุลที่สร้างจากมวลกลุ่มเดียวที่วางไว้ไม่อยู่กลางภาพแต่สวนหินนับเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นคือสวนแบบนี้ประกอบด้วยหินหรือกรวดเม็ดเล็กๆ โรยแล้วเกลี่ยจนเป็นรูปแนวคลื่นแล้วมีหินก้อนใหญ่กว่าซึ่ง หมายถึงเกาะ โผลึ้นมาระหว่างพื้นน้ำเป็นแห่งๆ รูปแบบศิลปะนี้จะดูเป็นประติมากรรมที่มีเนื้อหาเป็นภาพทิวทัศน์ก็ได้ หรือจะดูเป็นการจัดสวนก็ได้
  5. คาบูกิและโนะ เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของญี่ปุ่น สำหรับอย่างหลัง โนะ มีลักษณะคล้ายโขนไทย ญี่ปุ่นรับอิทธิพลทางศิลปะหลายอย่างจากจีน แต่อิทธิพลทางอ้อมหลายอย่างมาจากอินเดียเจดีย์ไม้ของญี่ปุ่นต่างจากสถูปของอินเดียมากแต่ซุ้มประตู ทอรายก็คือ โทรานะของอินเดียนั่นเอง

ศิลปะขอม

สถาปัตยกรรมขอมเป็นการรับเอาแบบของเทวาลัยของฮินดู ได้นำมาแปรรูปอย่างมากมายเช่นการมีปรางหลายองค์ ปรางแบบนครวัดมีพระพักตร์ขององค์เทพ กลายเป็นเอกลักษณ์ในศิลปะขอม นางอัปสรที่มีใบหน้ากว้าง ขากรรไกรสะท้อนลักษณะคนพื้นเมือง นักสุนทรียศาสตร์ได้ให้ความเห็นว่า “ปราสาทหินในอารยะธรรมขอมมีความงามบนความแข็งกระด้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อน”

ข้อมูลจาก http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/visual_arts/03.html

About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s